2009/Feb/18

ย่างเข้าสัปดาห์ที่ 7 ละ เหลืออีก 18 สัปดาห์สำหรับเรียนภาษา
หรือไม่ก็เหลือ 11 สัปดาห์สำหรับสอบ IELTS

สู้ตาย

เอาหล่ะ เข้าประเด็นดีกว่า

รู้ๆกันอยู่ว่าโรงเรียนสอนภาษาที่นี่มีนักเรียนมาจากหลายประเทศมาเรียนร่วมกัน
ภาษาที่พูดกันรู้เรื่องก็มีแค่ภาษาเดียว

ภาษาอังกฤษ

แต่โดยส่วนตัวแล้วถือเป็นโอกาสอันดีที่นอกจากจะได้ฝึกภาษาอังกฤษแล้วยังแถม
ได้ฝึกภาษาญี่ปุ่นไปด้วย ขอบคุณเพื่อนๆหลายคนที่เมืองไทยที่เป็นแรงบันดาลใจ
ให้หาความรู้ภาษาต่างประเทศภาษาที่ 2 ติดตัวไว้

อ๊ะ หลงประเด็นละ กลับไปโรงเรียนสอนภาษากันเถอะ

สำเนียงการพูดภาษาอังกฤษจะมีพื้นฐานมาจากภาษาพื้นเมืองของแต่ละคน
ทำให้เวลาพูดภาษาอังกฤษประโยคเดียวกัน แต่ละชาติก็มีวิธีการพูดที่
แตกต่างกันออกไปซึ่งสร้างความสับสนให้กับผู้ฟังไปตามๆกัน อย่างเช่น

1. เพื่อนร่วมชั้นคนนึงมาจากเกาหลี มันพูดว่า "how par pom yu hose to here ?"
เพราะว่ามันพูดเสียง F ไม่ได้ จากประโยค "how far from your house to here ?"
ข้อดีของมันคือมันด่า _uck _ou ไม่ได้ เยี่ยมจริงๆ

2.สาวเกาหลีอีกคนนึงอาการไม่แพ้กัน รายนี่พูดเสียง D th F V แล้วก็ตัวสะกด ke
fe ไม่ชัดเลย ลองจินตนาการประโยค "i like to use knife to cut dry fruit" สิว่า
เค้าจะพูดว่าไง (อยากรู้ซิบมาใน irc ละกัน"

3. สาวจีนมั่งก็แล้วกัน เดี๋ยวเค้าจะหาว่าลืม รายนี้น่ารัก ตอนพูดจีนจะจีนสุดขีด
แต่อย่าให้หล่อนพูดอังกฤษล่ะ สำเนียงแม่งเหมือนฝรั่งเด๊ะเลย ไม่รู้ทำได้ไง

4.ตะวันออกกลางมั่งละกัน หนุ่มสามสิบนิดๆ ลูกห้าจากซาอุฯ รายนี้พูด can
กับ can't เหมือนกันเด๊ะ หลังๆดีหน่อย มันเปลี่ยนเป็น can not คุยกันรู้เรื่อง
ขึ้นเยอะ

5.สาวยุ่นมั่งก็แล้วกัน รายนี้สวย น่ารัก บางเฉียบ ทำกระแดะเข้าไปถามชื่อเค้า
เป็นภาษาญี่ปุ่น เค้าก็ตอบมา ก็แบบกล้อมๆแกล้มๆ ไปคุยกับเค้าว่าเรียนมา
"นิโหน่ย" เค้าก็ได้ทีใส่เป็นชุดเลย.... เกือบไม่รอด แต่พอลองคุยเป็นภาษา
อังกฤษกลับคุยรู้เรื่องน้อยกว่าภาษาญี่ปุ่นแฮะ ไม่รู้เพราะอะไร

มีอีกหลายคนแหล่ะที่คิดอยู่ แต่ยังนึกไม่ออก เอาไว้รวมได้ซัก 5-6 คนค่อยเขียน
อีกทีละกัน ตอนนี้ต้องกลับไปเล่น irc เอ้ย กลับไปทำการบ้านก่อน

2009/Feb/11

ใช่เซ่ !!! ก็คนมันหางานทำไม่ได้นี่หว่า !!!

irc ก็เดี้ยงเข้าไม่ได้

IELTS ก็ต้องสอบ

สรุปตรูมาเมืองนอกทำไมฟ่ะเนี่ย... เปลี่ยนที่นั่งเล่นเกมเรอะ

my grammar is suck !!!

จะกลับก็อายชาวบ้าน มาทำอะไรเนี่ยตั้งครึ่งปี 26 แล้วนะ ไม่ใช่วัยรุ่น ลูกน้องบางคน 22 มันก็
แต่งงาน มีลูก ซื้อบ้าน ซื้อรถกันแล้ว  แล้วตรูล่ะ.. บ้านก็อาศัยพ่อแม่อยู่ รถก็ของครอบครัว
แฟนก็ยังไม่มีเป็นตัวเป็นตน เงินเก็บก็ผลาญจนหมดแล้วนี่ไง

ถ้าฆ่าตัวตายที่นี่ คงยิ่งอายเข้าไปใหญ่ เปลืองเงินพ่อแม่ขนศพกลับไทยอีกตะหาก ถ้ากลับทางเรือ
พอถึงไทยก็คงทำบุญ 50 วันพอดีมั้ง เยี่ยมชิบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ช่างมันเด่ะ

ยังไม่ตายนี่หว่าตอนนี้

เคยมีหนังสือของธรรมกายเล่มนึง ชอบมาก เค้าเขียนเอาไว้ว่า

"ชีวิตคนเรามันมีขึ้นมีลงเหมือนพระอาทิตย์  ถ้ายิ่งตกต่ำ ยิ่งมืดมิด ยิ่งเดียวดาย
แปลว่ามันมืดค่ำแล้ว  ทำใจให้สบาย ไม่นานก็เช้าแล้ว"

คิดซะว่าตอนนี้มัน 3 ทุ่มซะก็จบ...

กลับเมืองไทยก็คงตี 2 ผับปิดพอดี

สู้ว้อย !!!! 

2009/Jan/10

ความเดิมตอนที่แล้ว (แปลกเนอะ ไม่ยักกะเบื่อที่จะพิมพ์คำนี้)

เจ้าของบล็อกกระเสือกกระสนหาทางไปเรียนต่อเมืองนอกสำเร็จ ด้วยเพราะความโสด
(ไม่มีค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย)และความงามของท่วงท่า(ในการกราบพ่อกราบแม่ขอเงิน)

เรามาตามรอยสภาพการเดินทางของเค้ากันเหอะ.....

 

เข้าเรื่องซะที

ก่อนอื่น ต้องอัพรูปก่อน พ่อแม่พี่น้องชาวเน็ตที่เจอกันเป็นกลุ่มสุดท้าย


แต่ละคนดูแล้วเคยไป  ถ้าไม่เคยไปเมืองนอกก็ท่าทางอีกไม่นานจะได้ไปแหง


ส่วนนี่สุดหล่ออายกล้อง หล่อขนาดนี้ไม่รู้จะอายกล้องไปทำไมเนอะ

ข้ามไปละกัน หมดมุข เอาว่าลากกระเป๋าหนักๆ 2 ใบกับสะพายหลังอีก 1 ใบไป
จนถึงสนามบินที่เคยโดนปิดแล้วก็เช็คโน่นๆนี่ๆผ่านไปได้ด้วยดี จากนั้นก็เข้าไป
นั่งรอขึ้นเครื่อง


boeing 777-300 จำไม่ได้ซะทีว่าบรรทุกได้กี่คน เหมือนจะเคยเรียนตอนปีสุดท้าย


ส่วนนี่สาวออสเตรเลียคนแรกที่คุยด้วย นึกอะไรไม่ออกก็หลอกให้เค้าอ่านนามสกุล
ของ homestay ให้ซะเลย... อย่างเนียน (chiofalo ทิ้งคำอ่านและที่อยู่ส่งมาที่
wa_wa_chan@hotmail.com ลุ้นรับของฝากจากออสเตรเลีย) 


ส่วนนี่ก็สภาพที่นั่งรอขึ้นเครื่อง... เครื่องบินขนาด 500 กว่าคนมีที่นั่งรอ
ไม่ถึง 300 ที่นั่ง... สงสัยตอนออกแบบเค้าคิดว่าเครื่องบินควรมีคนขึ้นแค่
60% ก็พอ คนขึ้นเยอะเดี๋ยวสายการบินรวยตายชัก  หรือไม่งั้นคนออกแบบ
มันก็มีเครื่องบินส่วนตัว ถึงไม่รู้ว่าเครื่องบินใหญ่ๆเค้าจุได้กี่คน

นอกเรื่องนิด ผมไม่รู้เค้าคิดยังไงนะ แต่สุวรรณภูมิเนี่ย ผมว่าเป็นความภาคภูมิใจ
ในแง่การออกแบบนะ  แต่เป็นสังเวชนียสถาน(สถานที่ที่ดูเพื่อความสังเวช)
ทางด้านวิศวกรรมเลย   ไว้ว่างๆพรุ่งนี้จะเขียนเรื่องนี้อีกที

เข้าเรื่องของเราต่อ  จากนั้นเค้าก็เรียกให้ขึ้นเครื่อง เข้าไปทางประตูงวงช้าง


โฆษณาเยอะดีจัง ชอบๆ


ส่วนนี่ที่นั่ง  ผมได้ที่นั่งริมหน้าต่าง


วิวจากหน้าต่าง




รูปถ่ายเมืองไทย รูปสุดท้าย

ความรู้สึกของคนไม่เคยขึ้นเครื่องบินนี่  บอกยากแฮะ มันเหมือนรถไฟเหอะดีจัง

พอทุกอย่างเข้าที่ เค้าก็เริ่มเสิร์ฟอาหาร  ใครๆเค้าพูดมาทำเป็นไม่เชื่อ
ต้องโดนเองกับตัวถึงเข้าใจ

จืด สมคำล่ำลือจริงๆ

ข้ามเหอะ ต่อไปนี้ไม่ค่อยมีอะไรละ ดูหนังกันแหลกราญเลย dark knight, x-file
kangfu panda, etc. จนเกือบสี่ทุ่มในเวลาประเทศไทยก็เตรียมตั้งนาฬิกา
แล้วเข้านอน  พอจะนอนก็นึกขึ้นมาได้ว่า...

เครื่องมันลงซิดนีย์ 7 โมง เมืองไทยมันก็เพิ่งตี 3 นี่หว่า..... แปลว่าตรูเหลือ
เวลานอนอีก 3 ชม.เอง....

ว่าแล้วก็นอนเหอะ


ตื่นมาอีกที ฟ้าสลัว ถ่ายอะไรไม่ได้เลย

แล้วก็ลงจากเครื่องบินผ่านด่านตรวจหนังสือเดินทางกับของต้องห้าม
แล้วก็ได้เป็นนักเรียนนอกซะที....


อ่ะ ตู้ขายน้ำตู้แรกที่พยายามกด แต่ไม่สำเร็จเพราะของหมด....

เสร็จแล้วก็โบกแท็กซี่ไป homestay ใช้เวลาแค่ 10 กว่านาทีเอง เร็วจัง


ถึงแล้ว บ้านเลขที่ 2 segenhoe street arncliffe

แล้วกล้องก็แบตหมด... อดถ่ายรูปเจ้าของบ้านเลย

พอทักทายเสร็จ เก็บกระเป๋าเสร็จก็ได้เวลาออกแร่ด...แล้วว้อย

เจ้าของบ้านเค้าใจดี print แผนที่ไปสถานีรถไฟกับแผนที่ไปโรงเรียนให้
เค้าก็ถามนะว่าเหนื่อยไม๊ ง่วงไม๊ ปรับเวลาได้รึยัง เราก็ตอบโอเกๆไปงั้น
ความจริงเหนื่อยแทบตาย ง่วงมากด้วย แต่อยากเห็นบ้านเมืองเค้าหนิ

จากนั้นก็เลยลาเค้าแล้วก็หอบแผนที่ตรงแด่วเข้าเมืองไปเดินหลงอยู่
เกือบจะสี่โมงเย็นแน่ะถึงหาเจอ แล้วก็นั่งรถไฟกลับบ้าน

คืนแรก หลับเป็นตาย... นอนเหมือนกลับจากเขาชนไก่ แต่ไม่รู้ทำไม
วันต่อมายังตื่นหกโมงครึ่งบ้านเค้า เหมือนตอนอยู่เมืองไทยเลย

คนอะไรก็ไม่รู้เก่งจัง มาอยู่คืนเดียวปรับเวลาได้ละ

 

เอาหล่ะ จบก่อนเหอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้วันอาทิตย์ค่อยมาเล่าต่อละกัน